วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


การพัฒนาทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี

 

ทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี

การสื่อสารที่ใช้ช่องทางด้านการเจรจาโต้ตอบ ผู้ที่จะรับสารได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน จนสามารถนำไปดำเนินหรือปฏิบัติได้จะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะการเป็นฟังที่ดี ดังนี้

  1. ควรฝึกความอดทนในการเป็นผู้ฟังที่ดี เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ฟังจำนวนมากเกิดอาการใจลอย เนื่องจากเบื่อหน่ายกับสิ่งที่ฟัง และมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจให้ชวนคิดมากกว่า หรือพูดแทรก จากการฟังที่ขาดประสิทธิภาพ
          ควรฝึกโดยการกำหนดให้มีช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวัน ตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด อาจฝึกฝนจากการฟังเทป บทเรียน หนังสือต่างๆ โดยตั้งเวลาในการฟังอย่างเจาะจง พร้อมจดจ่ออยู่ที่เนื้อหาของผู้พูดเสมอ นอกจากนี้ควรฝึกฝนทักษะการฟังโดยการใช้สถานการณ์ที่ทำให้การฟังเป็นไปอย่างลำบาก เช่น ในสถานที่ที่มีสิ่งร้าว หรือมีสิ่งรบกวนจากภายนอก
  2. การมีบรรยากาศในการเป็นผู้ฟัง เป็นหลักการสำคัญในการให้เกียรติผู้พูด เป็นเหตุให้เกิดการปิดกั้นการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ไปอย่างหน้าเสียดาย รวมทั้งเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีต่อ   ผู้พูดและผู้ฟัง
          ควรสบตาผู้พูดอยู่เสมอ ไม่เดินไปเดินมา ลุกนั่งหรือย้ายที่นั่งไปมา ในขณะที่กำลังฟังผู้อื่นพูดกับตน ไม่พูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ
  3. การฟังอย่างกระตือรือร้น ไม่ใช่แต่แสดงท่าทางภายนอกว่ากำลังฟังอยู่ แต่ในสมองต้องมีการทำงาน ถกเถียง และคิดไปด้วยตลอดเวลา จะฟังแบบใจลอย แต่ในสมองต้องมีการทำงานถูกต้อง และคิดไปด้วยอยู่ตลอดเวลา
          ควรตอบสนองการฟังทุกครั้ง ด้วยการแสดงท่าทางตั้งใจ และตอบรับ ครับ / ค่ะ เพื่อให้ผู้พูดรู้ว่าเรากำลังฟังอยู่ รวมทั้งกระตุ้นให้เขาคิดตั้งคำถามย้อนกลับมาทุกครั้งจากที่ผู้พูดคุยสนทนาเสร็จ หรือพูดทบทวนสั่งที่ได้ยินมาซ้ำอีกครั้ง เพื่อเป็นการย้ำว่าสิ่งที่เขาเข้าใจนั้นตงกับสิ่งที่เราพูดออกไป
  4. ควรจับประเด็น โดยตั้งคำถาม เพื่อจัดความสามารถในการฟังความสามารถในการจับประเด็นเป็นตัวชี้ว่า การสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผู้ส่งสารสามารถบรรลุเป้าหมายในการสื่อสารที่ต้องการไปยังผู้รับสารหรือไม่ ในภาคปฏิบัติหลังจากจบการพูดคุยกันแล้วทุกครั้ง ควรตั้งคำถามทวนซ้ำ เพ่อทดสอบว่าเขาสามารถจับประเด็นในเนื้อหาที่ฟังไปได้หรือไม่

 

การพัฒนาทักษะการฟังนั้นเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน สร้างให้เป็นนิสัย การพัฒนา การฟัง ควบคู่กับทักษรการอ่าน ทักษะการเขียน ทักษะการพูด ที่สอดคล้องกัน

 

การฝึกทักษะการฟัง มีข้อเสนอดังนี้

  1. การฟังทุกครั้งต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และไม่เลือกฟังเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ
  2. รับฟังข้อมูลทั้งหมดก่อนตัดสินใจ
  3. ให้ความสนใจกับผู้พูด
  4. มีการตรวจสอบ ตีความหมายทุกครั้งที่มีการสื่อสาร
  5. เป็นการฟังด้วยการยอมรับสาร และความรู้สึก
  6. แสดงความสนใจ กระตือรือร้นที่จะฟัง
  7. ขจัดสิ่งรบกวนที่ทำลายสมาธิการฟัง
  8. ควรฟังพร้อมสังเกตภาษา ท่าทาง จะช่วยบอกความนัยได้

 

 

 

 

Learning Log นอกชั้นเรียน
การฝึกพูดภาษาอังกฤษให้เก่งด้วยตนเอง

 

บางคนบอกตัวเองว่าไม่ค่อยฉลาด เรียนไม่ค่อยเก่ง ไม่มีหัวด้านภาษา คงพูดไม่ได้หรอก หรือคงใช้เวลาเรียนอีกนาน เบื้องต้นผู้เรียนพึงรู้ไว้ก่อนว่าการที่จะสามารถพูดภาษาใดๆ ได้ ไม่เกี่ยวข้องกับความฉลาดของบุคคล เพราะทุกๆ ความสามารถพูดได้อย่างน้อยหนึ่งภาษา นั้นเป็นเพราะเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกัน การพูดภาษาอังกฤษก็เช่นกัน อยู่ที่เราหมั่นฝึกฝน ทั้งการฟัง การอ่าน และการพูด

การพูดภาษาอังกฤษได้ในคำจำกัดความของฉัน คือ การที่เราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามของสมอง หรือใช้ให้น้อยที่สุด ที่เหลือคือความเป็นอัตโนมัติและความเป็นธรรมชาติ

 

ข้อควรปฏิบัติสำหรับการฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

  1. พยายามอย่ากังวลเรื่องแกรมม่า (Grammar) เพราะแกรมม่า คือ อุปสรรคตัวฉกาจของการพูด มันจะฉุดเราให้พูดได้ช้าลง เพราะการที่เรามัวแต่คิดเรื่องความถูกต้องของโครงสร้างประโยค เราจะประมวลผลไม่ทัน การคำนึงถึงหลักแกรมม่าจะทำให้เราเกิดการกลัวผิดพลาด สุดท้ายจะเกิดการอายและกลัวที่จะพูดออกมา ดังนั้นเวลาพูดควรอาศัยความเคยชินของประโยค หากไม่เคยพูดจะเอาความเคยชินมาจากไหน ความเคยชินจะเกิดจากการฝึก จากการอ่าน และการฟัง หากเราอ่านและฟังบ่อยๆ ดูหนังบ่อยๆ อ่านหรือดูสารคดีที่เป็นภาษาอังกฤษ จะทำให้เราคุ้นเคยกับประโยคต่างๆ
  2. เวลาจำคำศัพท์ให้จำเป็นวลี (Phrase) หรือ ประโยค (sentence) อย่าพยายามจำเป็นคำ (Word) บางทีเราทราบความหมายของคำศัพท์ แต่พอถึงเวลาพูดกลับไม่รู้ว่าคำศัพท์คำนี้ใช้อย่างไร หรือในกรณีไหน ดังนั้นเวลาเปิดศัพท์หรือจำศัพท์ให้จำเป็นวลีหรือประโยคเลย
  3. พยายามไม่แปลหรือถอดคำจากไทยเป็นอังกฤษ และพยายามเรียนรู้สำนวน (Idiom) ให้มากที่สุด ยกตัวอย่างหนึ่งประโยคที่เคยได้ยินมา เช่น เราจะบอกว่าเขาแค่พูดเล่นๆ โดยพูดไปแบบมั่นใจมาก “I speak play play” ในสถานการณ์นี้หากเรารู้ว่าการล้อเล่น ใช้สำนวน I am (just) kidding หรือ I am joking เราก็จะสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง
  4. พยายามแวดล้อมตัวเองด้วยการพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุด หากเราไม่ทำเช่นนี้เราก็จะไม่มีโอกาสได้ฝึกพูดเลย ถึงแม้ว่าฝึกอ่านและฟังมากแค่ไหน หากเราไม่ทำเช่นนี้เราก็จะไม่มีโอกาสได้ฝึกพูดเลย ถึงแม้ว่าฝึกอ่านและฟังมากแค่ไหน หากปราศจากการฝึกและทดลองพูดแล้วย่อมไม่สามารถพูดได้

การเรียนรู้ การพูดภาษาอังกฤษจะช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับผู้คนจำนวนมากทั่วโลกได้ ที่มีการเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีจะได้เปรียบในการสมัครงานในหลายสาขาอาชีพ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งในธุรกิจการงานต่าง ถ้าเราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ การเดินทางไปประเทศต่างๆ จะสนุกมากขึ้น เราจะพบว่าการพูดภาษาอังกฤษได้นั้นมีประโยชน์อย่างมาก

 

 

 

 

 

Learning Log นอกชั้นเรียน ครั้งที่ 1
การพัฒนาตน  Self  Development

 

คนเราทุกคนเกิดมาย่อมมีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จตามที่ตนตั้งไว้ บางคนไปถึงความฝันนั้นอย่างรวดเร็ว บางคนค่อยๆ ไป แต่ก็ไปถึงได้ แต่บางคนยังไงก็ไปไม่ถึง คงไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่อยากประสบความสำเร็จอะไรเลย หรือใช้ชีวิตล่องลอยตามยถากรรม ถ้าเราต้องการจะประสบความสำเร็จในเรื่องอะไรสักอย่าง สิ่งแรกที่เราต้องมีคือ ทัศนคติ และความคิดของตนเองที่ต้องเชื่อว่า เราสามารถประสบความสำเร็จแบบที่เราต้องการได้

การพัฒนาตน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า self-de velopment ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมาสมเพื่อสนองความต้องการและเป้าหมายของตนเอง หรือเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่หวัง

 

แนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาตน

บุคคลที่จะพัฒนาตนเองได้ จะต้องเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงตัวเอง โดยมีความเชื่อหรือแนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาตนที่ถูกต้อง ซึ่งมีแนวคิดดังนี้

  1. มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง ทำให้สามารถฝึกหัดและพัฒนาตนได้ในเกือบทุกเรื่อง
  2. ไม่มีบุคคลใดที่มีความสมบูรณ์พร้อมกันทุกด้าน จนไม่จำเป็นต้องพัฒนาเรื่องใดๆ อีก
  3. แม้บุคคลจะเป็นผู้รู้จักตนเองได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้ในบางเรื่อง ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการพัฒนาตน การควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระทำของตนเอง
  4. การปรับปรุง และพัฒนาตนเองสามารถดำเนินการได้ทุกเวลา และอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบปัญหาหรือข้อบกพร่องเกี่ยวกับตนเอง

Noun Clausese

 

Grammar หรือ ไวยากรณ์ เป็นพื้นฐานของการเรียนภาษาทุกภาษา เพื่อนำไปใช้ในการฟัง พูด อ่าน และเขียนได้ถูกต้อง ในปัจจุบันนี้ ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL และ IELTS ซึ่งแต่ละทักษะนั้นผู้สอบจะต้องมีพื้นฐาน Grammar ที่ดี การเรียน Grammar ผู้เรียนต้องเข้าใจทั้งกฎไวยากรณ์ และฝึกปฏิบัติเพื่อนำไปใช้ประยุกต์ได้อย่างถูกต้อง ทั้งในการสอบและการทำงาน ถ้าพื้นฐานไวยากรณ์ของเราดี เราจะสามารถทำข้อสอบทุก part ได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น และทำงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Noun Clauses คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นคำนามในประโยค ในการสนทนาในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้ noun clauses โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้ noun clauses อยู่ เช่น

I think you are very pretty.  (I think that you’re very pretty)

I hope you pass the exam.  (I hope that you pass the exam)

noun clauses เหล่านี้ เมื่อยู่ในตำแหน่งของประธาน จะเรียกว่า Subject noun clauses และเมื่ออยู่ในตำแหน่งของกรรม จะเรียกว่า Object noun clauses

Learning Log  ในชั้นเรียน

 

ภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรา และคนทั่วโลก ทุกวันนี้เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกันโดยตรง การใช้อินเตอร์เน็ต หรือในการเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน คนจะเรียนรู้ภาษาให้ซาบซึ้ง สามารถใช้ภาษาเข้าสู่สังคมและวัฒนธรรม สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสังคมวัฒนธรรม ตามสภาพการณ์ได้ในทุกทักษะของภาษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารการเรียนการสอน ไวยากรณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับภาษาอังกฤษ ไวยากรณ์เป็นรากฐานให้คนเข้าใจสื่อสารได้รู้เรื่องตรงกัน ถ้าเรารู้ศัพท์หมด ถ้าวางรากฐานผิดก็สื่อสารไม่รู้เรื่อง

การเรียนรู้เรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในการสื่อสารและการเรียนรู้

It clauses หรือ conditional sentences คือ ประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข (conditions) หรือการสมมุติ ซึ่งประกอบด้วย ประโยคเล็ก 2 ประโยครวมกัน และเชื่อมด้วย conjunction “if” ประโยคที่นำหน้าด้วย if แสดงเงื่อนไข เราเรียกว่า if-clause และ ประโยคที่แสดงผลเงื่อนไขนั้น เราเรียกว่า main clause แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

If it rains,  I shall stay at home

(if-clause)  (main clause)

 

  1. Type one เป็นการสมมติถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคต แสดงเงื่อนไขที่นำจะเป็นไปได้ (possible condition)
    If + present simple, will + v1
    วิธีใช้  ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น

  • If I have enough money, I will go to Japan (ถ้าฉันมีเงินฉันจะไปญี่ปุ่น)
  • If he is late, we will have to the meeting without him (ถ้าเขามาสาย เราจะต้องเริ่มประชุมโดยไม่มีเขา)
  • I won’t go outside if the weather is cold (ฉันจะไม่ออกไปข้างนอก ถ้าอากาศมันเย็น)

 

  1. Type two เป็นการสมมติในปัจจุบันที่บอกความสงสัย (doubt) (แสดงเงื่อนไขที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ (impossible condition)
    If + past simple, would + v1
    วิธีใช้  ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในปัจจุบัน หรืออนาคต เช่น

  • If I knew her name, I would tell you (ถ้าฉันรู้ชื่อเธอ ฉันก็น่าจะบอกคุณ) (จริงๆ แล้วไม่รู้จักชื่อเธอ)
  • She would be safer if she had a car (เธอน่าจะปลอดภัยกว่านี้ ถ้าเธอมีรถ) (จริงๆ แล้วเธอไม่มีรถ)
  • It would be nice if you helped me do the house  work (มันน่าจะดีถ้าคุณได้ช่วยฉันทำงานบ้านบ้าง) (จริงๆ แล้วเธอไม่ช่วยเลย)
  • If I were you, I would call call her (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันน่าจะโทรหาเธอ) (จริงๆ แล้วฉันไม่ได้เป็นคุณ)
  • If I were you, I would not say that (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันก็ไม่น่าจะพูดเช่นนั้น) (จริงๆ แล้วฉันไม่ได้เป็นคุณ)
     

  1. Type three เป็นการสมมติในอดีตแสดงเงื่อนไขที่ไม่อาจเป็นไปได้เลย และตรงกัน่ข้ามกับความเป็นจริงในอดีต
    if + past perfect, would have + v3
    วิธีใช้  ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความจริงในอดีต เช่น

  • If you had worked harder, you would have passed your exam ถ้าคุณขยันให้มากกว่านี้ คุณก็น่าจะสอบผ่าน  (จริงๆ แล้วสอบตกไปแล้ว)
  • If you had asked me, I would have told you  ถ้าคุณถามฉัน ฉันก็น่าจะบอกคุณไปแล้ว  (จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ถาม)
  • If would have been in big trouble if you had not helped me  ฉันน่าจะมีปัญหาไปแล้ว  ถ้าคุณไม่ได้ช่วยฉันไว้ (จริงๆ แล้วคุณช่วยฉันไว้)

 

การเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเรื่องของไวยากรณ์ มันคือเรื่องของการฝึก ยิ่งฝึกมาก ใช้บ่อย ความชำนาญก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นหากอยากจะเก่งก็ต้องอ่านบ่อยๆ เขียนบ่อยๆ ฟังบ่อยๆ และรู้จักขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม เพราะความรู้ไม่มีวันหยุด ยิ่งรู้มากก็ยิ่งได้เปรียบ ดังนั้นต้องมีโครงสร้างแกรมมา ที่แข็งแรงก่อน

 

 

 

Learning Log  ในชั้นเรียน

 

การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ มีความสำคัญมากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่รู้กันมากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นภาษากลางของโลก ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก การเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งนั้นจะต้องเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือเน้นการมีส่วนร่วมทางภาษาให้มากที่สุด คือ ผู้เรียนต้องเรียนรู้จากการฟังและการพูดอย่างเป็นธรรมชาติ จนเกิดทักษะ เช่น การพูดคุยกับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ การถามไถ่กิจวัตรประจำวันเป็นภาษาอังกฤษ การฟังวิทยุภาษาอังกฤษ ซึ่งเราเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายๆ ที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันแล้วค่อยขยายออกโลกภายนอก จากการอ่านตำราเรียน ไวยากรณ์ และ vocabulary เป็นต้น

การเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งเราต้องรู้หลักไวยากรณ์ต่างๆ อย่างครบถ้วน โดยจะยกตัวอย่างการใช้ Adjective clause (Relative clause) Adjective clause คือ subordinate clause ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคำ adjective คำหนึ่ง ทำหน้าที่ ขยายคำนาม และคำสรรพนาม แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  1. De fining Relative clause ทำหน้าที่ขยาย คำนาม หรือคำสรรพนาม ที่เป็น head word ของประโยค main clause โดยจะไม่ใส่ common ( , ) เพราะถือว่า relative clause ชนิดนี้มีความสำคัญ หากตัดออกจะทำให้ความหมายของประโยคหลักไม่สมบูรณ์
    เช่น
    The man whose car was stolen complained to the polite.

  1. The man complained to the polite.
    เป็นประโยคหลักที่ยังมีใจความ ไม่สมบูรณ์จึงต้องมี
  2. His car was stolen ซึ่งเป็น Adjective clause มาขยาย man
    ทำให้ความหมายสมบูรณ์ และเมื่อเชื่อม A เข้ากับ B ให้นำ Relative pronoun

  • whose  มาเชื่อมแทน  his
    เมื่อใช้ Relative Pronoun แทนคำนามหรือคำสรรพนามในประโยคแล้วให้ตัดคำนาม หรือคำสรรพนาม ที่ Relative pronoun นั้นใช้แทนออกไป
     

  1. Non-Defining Relative clause จะวางไว้หลังคำนามหลักของประโยค main clause ซึ่งคำนามนั้นมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว การใส่ non-defining relative elative clause จึงไม่ได้หมายความว่าไปขยายคำนามที่เป็น head word ของประโยค main clause แต่ใส่ non-defining relative clause จึงไม่ได้ หมายความว่าไปขยายคำนามที่เป็น head word ของประโยค main clause แต่ใส่ non-defining relative clause เพื่อเป็นการเติมข้อมูลของ คำนามหลักเท่านั้น ดังนั้น non defining relative clause จึงมี comma ( , ) คั่นกลางกับคำนามหลัก เช่น we stayed at the Royal Hotel, which William recommended to us

  • จะเห็นได้ว่า ประโยค We stayed at the Royal Hotel มีความหมายที่สมบูรณ์อยู่แล้ว การเพิ่มประโยค Which William recon maded to us ซึ่งขยายคำ นาม the Royal Hotel เป็นเพียงการเพิ่มเติมข้อมูลลงไป และต้องใส่ comma คั่น

     


  • His  house,  Which is on Sukhumvit Road, is a two-storey hose
  • His wife, who teaches English at MDA, got a Ph.D. from the USA.       
     

จากการยกตัวอย่างการใช้ Adjetire Clause จะทำให้เห็นว่าไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ มีความสำคัญมากที่เราจะต้องมีความรู้ ไวยากรณ์เป็นรากฐานให้คนเข้าใจสื่อสารได้รู้เรื่องตรงกัน ถ้าเรารู้แค่คำศัพท์เพียงอย่างเดียว ถ้าวางรากฐานผิดก็จะเกี่ยวโยงให้ประโยคผิดไปด้วย อย่างเช่นในการเรียนการสอนในห้องเรียน เราไม่สามารถรับข้อมูลที่เรียนรู้มาได้จากครูทั้งหมด เราต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากข้างนอกเพื่อเป็นความรู้เสริม เช่น การฟังข่าวสารเป็นภาษาอังกฤษ การอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ เพื่อให้เราได้ทันข่าวสารโลก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ครูไทยกับการเรียนการสอนสู่อาเซียน

 

โลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สังคมแห่งการเรียนรู้ไม่มีวันหยุดนิ่ง สังคมโลกกลายเป็นสังคมความรู้ (Knowledge Society) หรือสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) องค์กรทางการศึกษา จึงต้องปรับตัวให้เป็นองค์แห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) โดยพึงตระหนักว่าคุณภาพการศึกษาขึ้นอยู่กับคุณภาพครูเป็นหลัก ครู และบุคลากรทางการศึกษาจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ ความสามารถแก่ศิษย์

ในชุดปัจจุบัน กระบวนการเรียนการสอนมีการเปลี่ยนแปลงโดยผู้เรียนจะเรียนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารที่ทันสมัย และสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สืบเนื่องมาจากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นต่อห้องเรียน จนทำให้วิธีการสอนแบบเต็มๆ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ สื่อที่แสดงมีขนาดใหญ่ไม่เพียงพอสำหรับผู้เรียนที่อยู่หลังห้อง ความจดจ่อกับผู้สอนถูกเบี่ยงแบนจากพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนขนาดใหญ่ ผู้เรียนมีการนำเอาคอมพิวเตอร์พกพาเข้ามาสืบค้นความรู้ในห้องเรียน และถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ครูกำลังสอน หรือนำข้อมูลเหล่นั้นมาคุย โดยที่ครูตอบไม่ได้ เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนไป ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายนอกที่เป็นสังคมรอบตัว

จากสภาพการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการจัดการศึกษาในประเทศไทยต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาวะโลก การเข้าสู่สังคมอาเซียนในไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่เพียงเฉพาะครูเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการพัฒนาทั้งระบบให้เอื้อต่อการเรียนรู้ในยุคสมัยใหม่ด้วย ดังนั้นจึงควรมีแนวทางที่ควรส่งเสริม และเปิดมุมมองของการพัฒนาครู คือควรมีการให้ความรู้และปรับแนวคิดของครูให้เข้าใจวิธีการเรียนรู้ในยุคอาเซียน ที่ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง จากการสืบค้น การลงมือปฏิบัติ มีอิสระในการเรียนรู้ โดยมีครูคอยชี้แนะในลักษณะของผู้ให้คำปรึกษา ควรส่งเสริมให้ครูได้ศึกษา และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น และควรมีการกำหนดมาตรฐานอาชีพครู โดยเฉพาะความรู้ความสามารถด้านมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้สามารถใช้เป็นเกณฑ์วัดความเป็นครู และเป็นเครื่องมือตรวจสอบ กลั่นกอรงผู้ประกอบวิชาชีพครูได้อย่างชัดเจน

มีคุณภาพ  การส่งเสริมให้ครูทำวิจัยควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อเปลี่ยนไปสู่ครูนักวิจัย โดยครูจะนำปัญหาที่พบในชั้นเรียนจากประสบการณ์เป็นปัญหาในการวิจัย เพื่อหาแนวการแก้ไข หรือแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป ควรถ่ายทอดแนวคิดและการปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างผู้เรียนให้รู้จักคิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุมีผล มีจิตวิจัย ใช้ข้อมูลเพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหา ครูควรอาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลความรู้ได้แบบไม่มีขีดจำกัดเฉพาะในห้องเรียน หรือจากครูเท่านั้น มีการพัฒนาระบบการผลิตครู ออกสู่ตลาดการศึกษา รวมทั้งหลักสูตรครูที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมโลก

นโยบายที่ชัดเจนจะก่อให้เกิดการพัฒนาครูอย่างทั่วถึง การกำหนดมาตรฐานวิชาชีพและการนำเทคโนมาประยุกต์ใช้ก็เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ครูพัฒนาตนเอง ครูจะต้องมีความเข้าใจทางภาษาเพื่อสื่อสารในอาเซียน โดยเปลี่ยนแปลงทั้งทัศนคติ วิธีสอน และบทบาท ทั้งยังส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย จนกลายเป็นความรู้ใหม่ที่สามารถนำมาปรับใช้ภายใต้บริบทของตนเอง เพื่อถ่ายทอดและเสริมสร้างความรู้ให้ผู้เรียนคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียน มีคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะชีวิตและวิชาชีพตามคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของประเทศชาติต่อไป