วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


TENSES

 

The present tense

  1. The present simple tense
    หลักการใช้

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กระทำซ้ำๆ เป็นเพณีนิสัย (Repeated, action, customs and habits) 

  • He visit his family every weekend (repeated action)

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ (anivosal truth)

  • The earth goes round the sun

  1. ใช้กับความสามารถ (adility)

  • He plays the guitar very well.

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการเดินทาง

  • He leaves London next year.

  1. ใช้แทน Future Tense หลังคำ if, unless, in case ในประโยคเงื่อนไขและคำ when, until, as soon as, before, after

  • It the weather is fine tomorrow, we shall have a picnic
  • We shall go out when the rain stops.

  1. คำกริยาบางคำ เราจะไม่ใช่รูป present continous tense ถึงแม้ว่าจะใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นหรือดำเนินอยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 6 ชนิด คือ

    1. กริยาที่มุ่งภาวะที่บังคับไม่ได้ (verbs for states over wick we have no control) ได้แก่ กริยา see, hear, feel, taste, smell

  • I see that it is raining again

    1. กริยาที่แสดงความนึกคิด (verb for ideas) เช่น
      know                  -  He now knows as much about the lesson as you co.
      understand         -  We understand what be says.
    2. กริยาที่แสดงความชอบและความไม่ชอบ (verb for liking and disliking)
      เช่น      like         -  I like the movies I saw yesterday
                                         dislike    -  I dislike this book
    3. กริยาที่แสดงความปรารถนา (verb for wishing) เช่น
      wish                     -  He wishes to leave as early as possible.
    4. กริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ (verb of passion) เช่น
      possess                -  He possesses two new cars.
      have                     -  She has more money than she needs.
    5. กริยาเฉพาะบางคำ (Certain other verbs) เช่น
      be                         -  She is very selfish.
      appear -  He appears to be more intetligent.

  1. ใช้กับ adverbs of time ดังต่อไปนี้ คือ
    often                                          nowadays                              frequently
    always                                      usually                                   rarely
    sometimes                               generally                               seldom
    now and again                        normally                               scarcely
    from time to time                  in general                             hardly
     never                                        occasionally                         as a rule
    once a week
    twice a month
    three times a year
     

  1. The pre sent continuous (progressive) tense
    หลักการ

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนั้น (It describes something Happening now) โดยมากจะมีความบอกเวลา (Adverbs of time) อยู่ด้วย ได้แก่ now, at present, at this moment, at the moment เช่น

  • We are studying English at present.

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะยาว และไม่จำเป็นต้องทำในขณะที่กำลังพูด ปกติจะมีเวลากำกับไว้ด้วย เช่น this week this year etc.

  • She is knitting a pullover for her soon.
    (She may or may not be)

  1. ใช้กับเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และเชื่อว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน เช่น

  • I am seeing him tomorrow.
     

  1. ถ้า present continous เชื่อมด้วย and เราจะตัดกริยาช่วยตัวหลังออก เช่น

  • He is smoking a cigar and reading the newpaper.

  1. กริยา listen, look, wach, smell จงใจใช้แบบ continuous ได้
          เช่น – Don’t disturb him now; he is listening to a radio play.
     

  1. The present perfect tense
    หลักการ

  1. ใช้กล่าวถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และยังดำเนินหรือมีผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มักจะมีคำว่า since และ for อยู่ด้วย
          Since  ใช้กับจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้นๆ ในอดีต
          For  ใช้กับจำนวนเวลานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงขณะที่พูด
  2. ใช้กล่าวถึง เหตุการณ์ที่เพิ่งกระทำเสร็จใหม่ๆ จะมีค่าว่า just, recently และ lately เช่น

  • Have you finished your assignment?
  • Yes, I have just Finished it.

  1. ใช้กับคำว่า yet และ already

  • We have not yet read that book
  • Has he come back yet?
  • Yes, he has already come back.

  1. ใช้กล่าวถึง เหตุการณ์ในอดีต และยังไม่จบขณะที่พูด จะมีคำว่า ever และ never
  2. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่กระทำซ้ำๆ ซากหลายๆ ครั้ง จะมีคำว่า many times, several times, over and over
  3. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่บ่งเวลาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน จะมีคำว่า up to the present time, until now, so far, at last.
  4. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว แต่เกี่ยวเนื่องกับอีกเหตุการณ์
  5. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งยังไม่สิ้นสุดลง จะมีคำว่า this month, this year.
     
     
     
     

  1. The pre sent perfect continuous tense
    หลักการ

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินเรื่อยมาถึงปัจจุบัน และยังคงดำเนินต่อไป ใช้กับคำว่า since และ for ต่างกับ present perfect   ก็ตรงที่ใช้เน้นถึงการกระทำที่ต่อเนื่องกัน เช่น
     
    We have been living here
     
     
                                                                                 since 1967
                                                                                 for a years.
     
  2. ใช้กับเหตุการณ์ซึ่งได้เกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว ตั่งคงทิ้งร่องรอยให้เห็นในขณะที่พูด เช่น

  • What have you been a eating? Your lips and ohin are purple

 

 

The past tense

 

  1. The past simple tense
    หลักการใช้

  1. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้วในอดีต ซึ่งจะมีคำบอกเวลาในอดีตกำกับไว้อย่างชัดเจน

  • They came to see me last Thursday

  1. ใช้กับการกระทำอันเป็นนิสัยหรือเคยปฏิบัติมาในอดีต แต่ปัจจุบันไม่เกิดขึ้นแล้ว

  • John lived in ManchesterWwher ne was young.

  1. ใช้กับคำว่า used to ซึ่งแสดงถึงการกระทำอันเป็นนิสัยหรือเคยปฏิบัติมาแล้วในอดีต และปัจจุบันการกระทำนั้นมิได้เกิดขึ้นอีก

  • Mr. Elliot used to teach in Japer
    (But now he teaches in Thailand)
     

  1. The past continuous tense

    + verb ing
     

    หลักการใช้
     
    was                             
                                 were                                      
     

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีตในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน เช่น

  • They were learning English at eleven o’clock yerterday.

  1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนิน  อยู่ และมีอีกเหตุการณ์ซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เข้ามาแทรก

  • She was singing as I was sleeping the floor.

  1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์ซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เข้ามาแทรก

  • When I oame home my hot her was talking on the telephone.

  1. ใช้กับเหตุการณ์การกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอดีต ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน

  • Last year he was taking pieno lessons every every day.

 

  1. The past perfect tense
    Had + past Participle ( = v3)
    หลักการใช้

  1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และสิ้นสุดลงแล้วในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน อีกเหตุการณ์หนึ่ง
          เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน ใช้ past perfect
          เหตุการณ์เกิดขึ้นหลัง ใช้ past simple เช่น

  • He had written to her four times when he got her reply.

  1. ใช้กับคำว่า By the time
  2. ใช้หลังคำว่า that ในประโยค Indirect speech ซึ่งเปลี่ยนมาจากประโยค Direct speech เช่น

  • He told me that they had left about an hous before
     

  1. The past perfect con tenuous
    had + been + verb_ _ing
    หลักการใช้

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสองเหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน และกำลังดำเนินอยู่เป็นเวลาต่อเนื่องกันก่อนที่จะมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
    เช่น               -  When he come, She had been waiting for half an hour.
  2. ใช้แสดงการกระทำที่เป็นอดีต แต่ปรากฏผลให้เห็นในเวลาต่อมา

  • Mary was dark because she had been sunbathing.
     

 

The future tenset

 

  1. The future simple tense

    +  v.
     
    will
    shall
    หลักการใช้

  1. ใช้เมื่อมีการกระทำอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในอนาคต Shall ใช้กับบุรุษที่ 1 (I, We) ส่วน will ใช้ กับบุรุษที่ 2, 3 (you, he, they etc.) แต่ในปัจจุบันนี้ เราใช้ will ได้กับทุกบุรุษสรรพนาม เช่น

  • The play will begin in ten minutes’ time
  • I will try my best from now on

  1. ประโยคแสดงอนาคตที่มีกริยา 2 ตัว ให้ใช้ future simple กับกริยาเพียงตัวเดียว อีกตัวหนึ่งใช้ present simple หรือ present perfect

  • I will wait here until he comes.
  • We will go if we have time.
     

  1. The future continuous tense


+  be + verb ing
 
will

shall

หลักการใช้

  1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและกำลังจะดำเนินอยู่ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจนในอนาคต เช่น
          He’ll be lving in Australia this time next year.
  2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะทำเช่นนั้นในอนาคต
  3. ใช้เมื่อต้องการถาม หรือขอร้อง (polite question or requests)

 

 

  1. The future perfect tense


+  have + past participle
 
will

shall

หลักการใช้

ใช้เพื่อแสดงการกระทำหรือเหตุการณ์ซึ่งจะได้สิ้นสุดลง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต โดยมีเวลาบอกไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสำเร็จเรียบร้อย แม้เวลาที่พูดเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ก็ตาม

 

Learning Log ครั้งที่ 1


Learning Log
               
มนุษย์เรา เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการเรียนรู้ได้อย่างมากมาย น่ามหัศจรรย์ สามารถนำความรู้ เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมของตน โดยพัฒนาทางร่างกายและสมอง หรือการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการอยู่รอด และการที่มนุษย์มีสมองเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ สมองของมนุษย์จึงนำไปสู่ ขบวนการทางปัญญา ที่จะต้องได้รับการฝึกฝนจากการเรียนรู้ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนเป็นสำคัญ การเรียนรู้จะนำไปสู่สติปัญญา มีความเชื่อว่า ผู้มีสติปัญญารู้ว่าจะคิด และเรียนรู้อย่างไร และผู้ที่มีความคิดมีความสามารถในการเรียนรู้ ว่าจะใช้สติปัญญาอย่างไร มีเราก็จะต้องมีการรู้คิด (Meta Cognition) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ของมนุษย์เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ (Awareness) และความสามารถในการควบคุมตนเอง (Self-Regulation) ให้ฝึกฝนตนเอง (plactice)

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการแปล


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการแปล

การแปลในประเทศไทย

                การแปลในประเทศไทยเริ่มมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชส่งโกษาปานไปเฝ้าพระเจ้าหลุยแห่งประเทศฝรั่งเศส จึงมีการฝึกนักแปลประจำราชสำนักมีการแปลเอกสารต่างๆในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการสอนภาษาอังกฤษในราชสำนัก

การแปลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผู้แปลจะต้องเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมีนักภาษาด้วยเพื่อป้องกันการใช้ภาษาวิบัติ ผู้แปลจะต้องติดตามวิชาด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีตลอดเวลาศัพท์บางคำ

การสอนแปลในระดับมหาวิทยาลัย

                การสอนแปลในระดับมหาวิทยาลัย เป็นการสอนไวยากรณ์และโครงสร้างของภาษา การใช้ภาษา  รวมทั้งการอ่านเพื่อความเข้าใจ

การแปลคืออะไร

                การแปลคือการถ่ายทอดความคิดจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง โดยให้มีใจความครบถ้วนสมบูรณ์ตรงตามต้นฉบับทุกประการ ไม่มีการตัดต่อหรือแต่งเติมที่ไม่จำเป็นใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งควรรักษาให้ได้รูปแบบตรงตามตันฉบับเดิมอีกด้วยหากทำได้

คุณสมบัติผู้แปล

1. เป็นผู้รู้ภาษาอย่างดีเลิศ

2. สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ

3. เป็นผู้ที่มีศิลปะในการใช้ภาษา มีความเข้าใจและซาบซึ้งในความสวยงามของภาษา

4. เป็นผู้ที่เรียนภาษาและวรรณคดีหรือภาษาศาสตร์

5. ผู้แปลจะต้องเป็นผู้รอบรู้ รักเรียน รักอ่าน และรักการค้นคว้าวิจัย 

6. ผู้แปลต้องมีความอดทน และเสียสละ

จุดมุ่งหมายของผู้แปล

1. รู้ซึ่งในเรื่องภาษา มีความรู้พื้นฐานด้านภาษาอย่างดี

2. รักการอ่าน การค้นคว้า

3. มีความอดทน มีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไข

4ใ มีความรับผิดชอบ รู้จักใช้ความคิดของตนเอง

วัตถุประสงค์ของการสอนแปล

1.          เพื่อฝึกผลิตนักแปลที่มีคุณภาพให้ออกไปรับใช้สังคมในด้านต่างๆ


                2. การสอนให้ผู้แปล สามารถจับใจความสำคัญได้ และสามารถถ่ายทอดความเข้าใจนั้นออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้

                3. ผู้สอนแปลต้องหาทางเร่งเร้าให้ผู้เรียนได้อ่านอย่างกว้างขวาง มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้มีการค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง

                4. ให้ผู้เรียนแปลได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักแปลอาชีพหรือผู้ใช้บริการการแปล

บทบาทของการแปล

                ผู้รับสาร (receive) ไม่ได้รับสารจากผู้ส่งสารคนแรกโดยตรง แต่รับสารจากผู้แปลอีกทอดหนึ่งมีผู้แปลเป็นตัวกลางระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับ ผู้แปลในฐานะตัวกลางในการส่งสารจึงมีบทบาทสำคัญมาก

ลักษณะของงานแปลที่ดี

                ลักษณะของงานแปลที่ดี ควรจะมีเนื้อหาข้อเท็จจริงตรงตามต้นฉบับใช้ภาษาที่ชัดเจนกระชับความ ใช้รูปประโยคสั้นๆ แสดงความคิดเห็นได้แจ่มแจ้ง ใช้ภาษาเปรียบเทียบได้เหมาะสม และรักษาแบบหรือสไตล์ของผู้แต่งงานต้นฉบับไว้ มีลักษณะคือ

1. ความหมายถูกต้องและครบถ้วนตามต้นฉบับ

2. รูปแบบของภาษาที่ใช้ในฉบับแปลตรงกันกับต้นฉบับ

3. สำนวนภาษาที่ใช้สละสลวยตามระดับของภาษา

การให้ความหมายในการแปล            

            การส่งสารโดยวิธีการแปลเป็นภาษาแม่ของตน การให้ความหมายมี 2 ประการ คือ การแปลที่ใช้รูปประโยคต่างกันแต่มีความหมายอย่างเดียวกัน และการตีความหมายบริบทของข้อความต่างๆ

 

การแปลอังกฤษเป็นไทยต้องคำนึงถึง ดังนี้

1. อนาคตกาล (The Progressive Present) การแปลที่ต้องเปรียบเทียบระหว่างปัจจุบันกาล (Simple Present) และอนาคตกาล (Progressive Present) การกะทำในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน (now)การให้ปัจจุบันกาลโดยมีคำว่าalwaysหรือ oftenตัวอย่างเช่น

1. I promise you (now)

2. I am having eye trouble these days.(often , repeatedly)

3. he is learning french (every day)

4. How do you like Hyderabad! ( a verb signifying a state of mind)

2. โครงสร้างประโยค อื่นๆ ในการแปลแบบของกาลในภาษาอังกฤษ รวมทั้งโครงสร้างของไวยากรณ์ มีบางอย่างที่ยากเช่น การใช้กริยาวิเศษณ์ และคุณศัพท์ในประโยคปฎิเสธ จะแปลได้ในระดับประโยคไม่แปลระดับคำและแปลตามความหมายของคำศัพท์

3. ศัพท์เฉพาะ (Lexis) การแปลความหมายตามศัพท์จะดูง่าย เช่น Dogs, man เป็นต้น

4. ตีความทำนาย คือการแปลข้ามภาษาจะต้องคำนึงถึงความหมายโดยทั่วไป มากกว่าการใช้คำเหมือนหรือให้ความหมายเหมือนกับรูปประโยคที่ต่างกันในภาษาเดียวกัน

 

การแปลกับการตีความจากบริบท

            ความใกล้เคียง (Context) และความคิดรวบยอด (Concept) ให้ดูสถานภาพเป็นอยู่ของข้อความ ความหมายจากรอบข้างหรือบริบทของข้อความ (context) เป็นรูปนามธรรม ดังนั้นผู้แปลจึงต้องทำให้นามธรรมนั้นออกมาเป็นความคิดรวบยอดจากรูปภาพและสามารถสรุปความหมายออกมา

การวิเคราะห์ความหมายของภาษา

สิ่งที่จะต้องนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความหมายคือ

1.               องค์ประกอบของความหมาย

                1.คำศัพท์ คือคำที่ใช้ตกลงยอมรับกันของผู้ใช้ภาษา ความหมายของคำแต่ละคำจะเปลี่ยนแปลงไปได้ในบริบทต่างๆตามที่คำนั้นปรากฏอยู่

                2.ไวยากรณ์ หมายถึงแบบแผนการจัดเรียงคำในภาษา เพื่อให้เป็นประโยคที่มีความหมาย

                3.เสียง ในภาษาจะมีเสียงจำนวนมากซึ่งเป็นเสียงที่มีความหมาย เช่น เสียงสระ เสียงพยัญชนะ เป็นการนำเสียงเหล่านั้นมารวมเข้ากันอย่างเป็นระบบ จะทำให้เกิดหน่วยที่มีความหมาย เรียกว่า คำ หรือ คำศัพท์

2.               ความหมายและรูปแบบ

                ความหมายและรูปแบบมีความสัมพันธ์กันดังนี้

                1.ในแต่ละภาษา ความหมายหนึ่งอาจจะแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น ในรูปประโยคที่ต่างกัน หรือใช้คำที่ต่างกัน

                2.รูปแบบเดียวกันอาจจะมีหลายความหมาย  ความหมายของรูปแบบ แต่ละรูปแบบนั้นไม่แน่นอนตายตัวเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทเป็นสำคัญ

3.               ประเภทของความหมาย

                นักภาษาศาสตร์ได้กำหนดประเภทของความหมายไว้ 4 ประเภทด้วยกัน

                1. ความหมายอ้างอิง (referential meaning) หรือความหมายโดยตรง ความหมายอ้างอิงหมายถึงความหมายที่กล่าวอ้างโดยตรงถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม หรือความคิด มโนภาพ

                2. ความหมายแปล(Connotative meaning) หมายถึง ความรู้สึกทางอารมณ์ของผู้อ่าน ผู้ฟัง ซึ่งอาจจะเป็นความหมายในทางบวก หรือทางลบก็ได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของภาษาและภูมิหลังของ

                3. ความหมายตามบริบท (Contextual   meaning) รูปแบบหนึ่งๆของภาษาอาจจะมีความหมายได้หลายความหมาย ต้องพิจารณาจากบริบทที่แวดล้อมคำนั้นทั้งหมด จึงจะรู้ความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ

                4.ความหมายเชิงอุปมา (figurative meaning) เป็นความหมายที่เกิดจากการเปรียบเทียบ ทั้งการเปรียบเทียบแบบเปิดเผย(simile) และการเปรียบเทียบโดยนัย (metaphor)